logo
image

icon-travel-2 รู้ก่อนไป : เที่ยวญี่ปุ่นช่วงไหนดี

รู้ก่อนไป : เที่ยวญี่ปุ่นช่วงไหนดี

มกราคม 14, 2020
แชร์ :

World Heritage แหล่งมรดกโลก ในประเทศญี่ปุ่นมีสถานที่ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนจากองค์การ UNESCO ให้เป็นแหล่งมรดกโลก อยู่ทั้งหมด 18 แห่งด้วยกัน โดยแบ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรม 14 แห่ง อันได้แก่ ปราสาท ศาลเจ้า วัด เหมือง และมรดกทางธรรมชาติ 4 แห่ง ได้แก่ อุทยานแห่งชาติ เทือกเขา และเกาะ ซึ่งมีบางแห่งจะเป็นการรวมกลุ่มกันในหลายจุด โดยอาจจะครอบคลุมพื้นที่หลายจังหวัดเลยทีเดียว เช่น Historic Monuments of Ancient Kyoto จะรวบรวมเอาวัด และศาลเจ้าต่างๆทั้งหมด 17 แห่งที่อยู่ในจังหวัด Kyoto และ Shiga เป็นต้น จุดเด่นของแหล่งมรดกโลกในญี่ปุ่น คือ หลายแห่งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติที่มีความหลากหลายและฤดูกาลต่างๆ ที่แต่งแต้มให้สถานที่เหล่านี้โดดเด่นยิ่งขึ้น หาที่อื่นเทียบเท่าได้ยากซึ่งมรดกทางวัฒนธรรมจะมีตัวอาคารและสถาปัตยกรรมที่ละเอียดแต่มีพลัง ได้รับการหล่อหลอมให้มีเอกลักษณ์สะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดและรากฐานของวัฒนธรรมชาวญี่ปุ่นที่สืบทอดมายาวนานหลายพันปี

แล้วควรเราจะไป เที่ยวญี่ปุ่นช่วงไหนดี ? ล่ะ

ก่อนอื่นต้องเข้าใจนะครับว่า ภูมิอากาศในประเทศญี่ปุ่นแบ่งเป็น 4 ฤดู ความจริงแล้วเราสามารถไปเที่ยวได้ทุกฤดู แต่ด้วยความแตกต่างของลักษณะ และสภาพพื้นที่ในแต่ละภูมิภาค ทำให้การผลิดอก ผลัดใบของพืชพันธุ์ต่างๆ ที่เป็นไฮไลท์สำหรับการท่องเที่ยวมีช่วงเวลาพีคที่ไล่กันไปแต่ก็มีบางสถานที่ที่ไม่ว่าฤดูกาลไหนก็สามารถแสดงความโดดเด่น ถึงความเป็นเอกลักษณ์ของสถานที่นั้นได้เป็นอย่างดีสรุปคำถามที่ว่า เที่ยวญี่ปุ่นช่วงไหนดี ? คำตอบก็คือ ขึ้นอยู่กับกับว่าท่านต้องการไปสถานที่ไหนเพราะแต่ละสถานที่ก็จะมีความโดดเด่นของแต่ละที่แตกต่างกันออกไป แต่สำหรับวันนี้ผมจะมาเสนอสถานที่ที่ไม่ว่าฤดูกาลไหน ๆ ก็สามารถแสดงความงดงามให้เห็นได้เมื่อท่านไปเยือน

หมู่บ้าน Shirakawa จังหวัด Gifu, ภูมิภาค Chubu

หมู่บ้านโบราณชิระคะวะ (Shirakawa)

หมู่บ้านประวัติศาสตร์ชิระคะวะ (Shirakawa) หรือชื่อที่เรียกคุ้นหูกันคือ ชิระคะวะโกะ หมู่บ้านชาวนากลางหุบเขาที่ UNESCO ได้ประกาศขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกลำดับที่ 6 ในญี่ปุ่น เมื่อปี ค.ศ. 1995 ควบคู่กับหมู่บ้านโกคะยะมะ (Gokayama) ที่จังหวัด Toyama อีกแห่งหนึ่งด้วย ลักษณะเด่นเป็นเอกลักษณ์ของหมู่บ้านแห่งนี้คือบ้านทุกหลังจะสร้างเหมือนๆ กัน ตามแบบสถาปัตยกรรมที่เรียกว่า กัชโช ซุคุริ (Gassho-zukuri) คือหลังคายกสูงเชื่อมด้วยคานไม้ใหญ่เป็นรูปทรงสามเหลี่ยม มีความความลาดชันมาก ลักษณะหลังคาแบบนี้ดูคล้ายการพนมมือไหว้
(ภาษาญี่ปุ่นคือ กัชโช นั่นเอง) ตัวบ้านทำด้วยไม้ ในหน้าหนาวก็หายห่วงเพราะหลังคาซึ่งทำจากฟางข้าวหนาหลายชั้นจะช่วยป้องกันหิมะที่ตกหนักได้อย่างดี และความชันยังทำให้หิมะไม่ตกค้างหนาจนหลังคาพังเพราะน้ำหนักเกินด้วยถือเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นโดยแท้

ปัจจุบันในหมู่บ้านมีบ้านเก่าสไตล์กัชโชเหลืออยู่ไม่ถึงครึ่ง จากเดิมมีประมาณ 300 หลัง บ้านเก่าแก่ที่สุดคาดว่ามีอายุราว ๆ 300 ปีก็ยังมีให้เห็นอยู่ จากชุมชนเกษตรกรรมเพียงอย่างเดียวพอกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว หลายบ้านจึงเปิดเป็นร้านค้า ร้านขายของที่ระลึก ร้านอาหาร บางหลังเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์และอีกจำนวนหนึ่งก็เปิดเป็นที่พักในรูปแบบโฮมสเตย์ หรือ
Minshuku ในภาษาญี่ปุ่น เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้มาสัมผัสบรรยากาศของธรรมชาติที่บริสุทธิ์และวิถีชีวิตดั้งเดิมในรูปแบบที่สะดวกสบายขึ้นตามยุคสมัย นอกจากจะเดินเล่น เที่ยวชมรอบๆ หมู่บ้านแล้ว สามารถขึ้นไปชมวิวมุมกว้างและมุมสูงได้ที่จุดชมวิว Shiroyama ซึ่งอยู่ทางทิศเหนือของ Village Center จากจุดนี้สามารถมองเห็นภาพหมู่บ้านท่ามกลางภูเขา, แม่น้ำ Shogawa และแปลงนาเป็นภาพที่สวยงามในทุกช่วงเวลา นอกจากนั้นที่นี่ยังมีเทศกาลประดับไฟในฤดูหนาวเวลากลางคืนหรือ Winter Light-up ในช่วงเดือนมกราคม-กุมพาพันธ์ของทุกปีด้วย

การเดินทาง : จากเมือง Takayama ให้นั่งรถบัส Nohi Bus/Hokutetsu สาย Shirakawago/Kanazawa จาก Takayama Bus Terminal (ป้ายหมายเลข 4) ติดกับสถานีรถไฟ JR Takayama ไปลงที่ป้าย Nohi Bus Stop (ใกล้กับศูนย์บริการข้อมูลหรือ Main Information Center ของหมู่บ้าน

เมือง Nikko, จังหวัดTochigi, ภูมิภาค Kanto

เมืองนิกโกะ (Nikko)

ตัวเมืองนิกโกะ ตั้งอยู่บริเวณทางเข้าของอุทยานแห่งชาตินิกโกะในเขตจังหวัดโตจิงิ (Tochigi) ทางเหนือของกรุงโตเกียวประมาณ 125 กม. ที่นี่จึงเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญมายาวนานบวกกับการเดินทางที่สะดวกจากเมืองใหญ่อื่นๆ และในปี ค.ศ.1999 พื้นที่ส่วนหนึ่งในตัวเมืองนิกโกะประกอบด้วยโบราณสถานสำคัญทั้งวัด ศาลเจ้า และสุสานขนาดใหญ่ของโชกุนคนสำคัญในสมัยเอโดะ รวมสิ่งก่อสร้างทั้งหมด 103 จุด ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การ UNESCO ที่นี่จึงกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ที่สำคัญอีกแห่งในญี่ปุ่น

การเดินทาง : จากตัวเมือง Utsunomiya ที่สถานี Utsunomiya ให้นั่งรถไฟ JR มาลงที่สถานี JR Nikko แล้วนั่งรถบัสสาย World Heritage Bus ไปอีกประมาณ 10 นาที

ค่าใช้จ่าย : ราคาตั๋วแยกตามแต่ละที่ และบางที่ก็รวมในตั๋วพิเศษพร้อมรถบัสและรถไฟเลยตั๋วต่าง ๆ มีการปรับราคาลงเพราะสถานที่หลายแห่งอยู่ระหว่างปิดบางส่วนเพื่อบูรณะนานหลายปี

จังหวัด Wakayama, ภูมิภาค Kansai

คุมาโนะ ซังซาน (Kumano Sanzan)

คุมาโนะ ซังซาน (Kumano Sanzan) เป็นชื่อเรียกศาลเจ้าหลวงเก่าแก่ 3 แห่งที่ตั้งอยู่กระจายกันในเขตตะวันออกเฉียงใต้ของเทือกเขาคิอิ (Kii Mountain) ประกอบด้วยศาลเจ้าคุมาโนะ ฮงกุ
(Kumano Hongu Taisha) ศาลเจ้าคุมาโนะ ฮายาทามะ (Kumano Hayatama Taisha) และศาลเจ้าคุมาโนะนาจิ (Kumano Nachi Taisha) ซึ่งคุมาโนะ ซังซาน เป็นหนึ่งในสามของพื้นที่บริเวณเทือกเขาคิอิ ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเมื่อเดือนกรกฎาคม ปี ค.ศ.2004 รู้จักกันในนามดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์ “Sacred Sites and Pilgrimage Routes of the Kii Mountain Range” ได้แก่ Kumano Sanzan, Koyasan และ Yoshino & Omine

ในอดีตมีวัดพุทธ 2 แห่งที่มีความเกี่ยวข้องกับพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งคุมาโนะ ซังซาน นั่นคือวัดเซงังโตจิ (Seiganto-ji) และวัดฟูดาระคุซังจิ (Fudarakusan-ji) เทพเจ้าทั้ง 3 แห่ง คุมาโนะ ซังซาน จึงเป็นการผสมผสานระหว่างความเชื่อทางศาสนาชินโตและศาสนาพุทธ โดยเชื่อว่าเป็นเหล่าเทพที่มีฤทธิ์อำนาจมากที่สุดในญี่ปุ่น ในอดีตศาลเจ้าหลวงนี้เป็นที่แสวงบุญของราชวงศ์และขุนนาง แต่ภายหลังตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 15 เป็นต้นมา นักแสวงบุญส่วนใหญ่เป็นชาวบ้านทั่วไป ปัจจุบันศาลเจ้าหลวงยังคงเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และเส้นทางแห่งการแสวงบุญที่เรียกว่า คุมาโนะ โคโดะ (Kumano Kodo) ประกอบด้วยหลายเส้นทางที่มุ่งสู่ศาลเจ้าทั้ง 3 แห่ง ซึ่งเป็นศูนย์กลางที่มีเส้นทางเดินเชื่อมถึงกัน ที่นี่จึงไม่ได้มีความสำคัญเพียงแค่เป็นมรดกโลกเท่านั้น แต่ชาวญี่ปุ่นถือว่าเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่มีคุณค่ามหาศาลจึงมีผู้คนมากมายแวะเวียนมาเยือนและสักการะอย่างไม่ขาดสาย

สำหรับศาลเจ้าหลวง Kumano Nachi Taisha ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากวัด Seiganto-ji (เป็นศาลเจ้าที่สวยงามและเดินทางไปสะดวกที่สุดใน 3 แห่ง) สามารถเดินถึงกันได้ผ่านเส้นทางสงบร่มรื่นที่ขนาบไปด้วยป่าต้นซีดาร์เก่าแก่ วัดเก่าแก่นี้ตั้งอยู่บนเขา ภายในพื้นที่ของวัดมีจุดสำคัญคือเจดีย์ 4 ชั้นที่ตั้งตระหง่านอยู่เคียงข้างน้ำตกนาจิที่มีความสูงถึง 133 เมตร นอกจากจะได้มาเยือนดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังแห่งศรัทธาแล้วที่นี่ยังเปิดตาให้เราสัมผัสถึงพลังแห่งธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่และสวยงามอีกด้วย

การเดินทาง : จากตัวเมือง Wakayama ที่สถานี Wakayama ให้นั่งรถไฟ JR สาย Ltd. Exp Kuroshio โดย Nachi Taisha ให้ไปลงสถานี JR Kii Katsuura แล้วนั่งรถบัส Nachisan Bus ไปลงป้าย Nachisan แล้วเดินต่ออีก 10 นาที ส่วน Hayatama Taisha ให้ไปลงสถานี Shingu แล้วเดินต่ออีก 20 นาที ระยะทางราวๆ 1.5 กม. และ Hongu Taisha ให้ลงสถานี Shingu แล้วนั่งรถบัสไปลงป้าย Hongu Taisha-mae จากนั้นเดินต่อไปยังตัวศาลเจ้าอีก 5 นาที

เมือง Uji, จังหวัด Kyoto, ภูมิภาค Kansai

วัดเบียวโดอิน (Byodo-in)

ก่อนจะมาเป็นวัดเก่าแก่ที่มีสถาปัตยกรรมโดดเด่นตามรูปแบบ Buddhist Pure Land หรือ Jodo ในอดีตที่นี่เคยเป็นที่พำนักของฟูจิวาระ โนะ มิจินางะ (Fujiwara no Michinaga) ขุนนางที่ทรงอำนาจในยุคนั้นที่พักหลังนี้สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ.998 ต่อมาในปี ค.ศ.1052 ลูกชายคนโตของฟูจิวาระ โนะ มิจินางะ ได้เปลี่ยนที่พักแห่งนี้ให้กลายเป็นวัดพุทธ โดยตั้งชื่อว่า เบียวโดอิน (Byodo-in) ในปีถัดมาได้สร้างหอธรรมอามิดะ หรือหอฟินิกซ์ขึ้นที่บริเวณริมสระน้ำ หอธรรมแห่งนี้กลายเป็นสิ่งปลูกสร้างที่มีชื่อเสียงของวัดเบียวโดอิน นอกจากนี้ยังมีการสร้างพระพุทธรูป
อมิตาภะปางนั่ง ซึ่งหล่อโดยโจโซ (Jocho) ช่างหล่อพระพุทธรูปที่มีฝีมือมากในยุคเฮอัน พระพุทธรูปองค์นี้ประดิษฐานไว้ในหอธรรม วัดเบียวโดอินและพระพุทธรูปต่างๆในวัดซึ่งมีอายุกว่า 1,000 ปี ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกร่วมกับโบราณสถานที่เก่าแก่ และทรงคุณค่าอีกหลายแห่งในเมืองเกียวโต ภายใต้ชื่อ Historic Monuments of Ancient Kyoto

โบราณสถานและโบราณวัตถุที่สำคัญภายในวัดที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น National Treasures of Byodoin มีดังนี้ หอฟินิกซ์ (อาคารกลาง เฉลียงปีกสองข้าง และเฉลียงหาง), พระพุทธรูปอมิตาภะปางนั่ง, ไม้แกะสลัก และพระโพธิสัตว์ลอยบนเมฆ 52 รูป , เพดานไม้, นกฟินิกซ์คู่, ระฆัง, ภาพวาดสีน้ำ 14 ภาพบนประตูไม้

ทัวร์ญี่ปุ่น


บทความที่เกี่ยวข้อง